Last updated: 3 เม.ย 2568 | 131 จำนวนผู้เข้าชม |
Future Mobility Thailand 2025 หรือ FMT 2025 โดยสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด "Driving Tomorrow: Innovating for a Sustainable and Connected Future" โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "สู้ เซฟ สร้าง: ยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและยานยนต์ไทยสู่อนาคต"มุ่งเน้นแนวทางการปรับตัวของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ (connected vehicles) เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์แห่งอนาคต ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568
ทั้งนี้งาน Future Mobility Thailand 2025 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวม ผู้เชี่ยวชาญ ผู้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ให้บริการซัพพลายเชน และนักลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์จากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ให้ก้าวไกลและยั่งยืน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ใช้พลังงานทางเลือกและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไปพร้อมกับแนวโน้มยานยนต์แห่งอนาคตและการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สร้างรายได้มากกว่า 1.1 ล้านล้านบาทต่อปี รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการผลิตและการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า ระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาแรงงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวในงาน FMT 2025 โดยเน้นย้ำถึงกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่าน 3 แนวทาง “สู้ เซฟ สร้าง” ได้แก่ "สู้" – ปรับตัวสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วน ผลักดัน Parts Transformation ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยสามารถปรับตัวจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ EV, เทคโนโลยีอัตโนมัติ, AI, และไฮโดรเจน และขยายโอกาสสู่ อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ระบบราง เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรกลเกษตรอัจฉริยะ และอากาศยาน "เซฟ" รักษาฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน ไทยยังคงเป็นฐานการผลิต Hybrid และ Mild Hybrid พร้อมส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี e-Fuel และเครื่องยนต์ไฮโดรเจน สนับสนุนซัพพลายเชนเดิมให้สามารถเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคต และ "สร้าง" เสริมศักยภาพและขยายความร่วมมือระดับสากล พัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วย หลักสูตรด้าน EV, AI, และซอฟต์แวร์ยานยนต์อัจฉริยะ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยร่วมมือกับบริษัทระดับโลก ในการพัฒนาเทคโนโลยี
ในโอกาสเดียวกันนี้ นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ได้กล่าวว่า งาน Future Mobility Thailand 2025 เป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการ นักลงทุน และนักพัฒนาเทคโนโลยีจากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่จะนำไปสู่ความร่วมมือและการลงทุนในอนาคต
ในงาน FMT 2025 มีไฮไลท์ของงานที่ต้องไม่พลาด คือ บูท PARTS TRANSFORMATION จัดแสดงหนึ่งใน กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถปรับตัวและธุรกิจของตนเองไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ได้แก่
1) อุตสาหกรรมระบบราง (Rail & Transportation Systems) ด้วยการประกอบหรือผลิตรถไฟระบบราง เช่น โครงสร้างตัวถัง ช่วงล่างรถไฟ ระบบเบรก และระบบไฟฟ้า โดยปัจจุบันนำเข้าชิ้นส่วนระบบรางกว่าร้อยละ 80
2) อุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ (Medical Device Industry) เช่น เครื่องมือแพทย์ (คลาส 1-2) อุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ใช้งาน เตียงผู้ป่วย รถเข็น รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการฟื้นฟูและกายภาพบำบัด ฯลฯ
3) อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture Machinery) เช่น โดรนเพื่อการเกษตร ระบบควบคุมอัตโนมัติ เครื่องสีข้าวไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องอัดฟาง อัดใบอ้อย เครื่องตัดอ้อย เครื่องอบและบรรจุข้าว
4) อุตสาหกรรมอากาศยาน (Aerospace Industry) เช่น การผลิตโลหะน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนอากาศยาน
ภายในงานมีการโชว์ยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบรุ่นใหม่ “ค้ำคูณ” ที่เป็นเครื่องแสดงการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างผลกระทบทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ พร้อมเป็นหนึ่งตัวอย่างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การขนส่งสาธารณะในเมืองอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีโซนที่น่าสนใจ ได้แก่ โซน E-Parts & Mobility Revolution เวทีนำเสนอชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ช่วยสร้างอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืน และโซน ADAS & Entertainment Systems ที่นำเสนอเทคโนโลยีระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติ และโซลูชันความบันเทิงภายในรถที่มอบประสบการณ์ขับขี่อัจฉริยะและปลอดภัย รวมถึงโซน BGC Green Product & Alternative Energy ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและแหล่งพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โซน Performance Parts, Accessories, Maintenance & Car Care อุปกรณ์แต่งรถสมรรถนะสูง และโซลูชันบำรุงรักษารถยนต์ยุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอายุการใช้งาน
นายสมพล กล่าวทิ้งท้ายว่า สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างเป็นรูปธรรม งาน FMT 2025 จะเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก โดยเน้นการขยายตลาดเพื่อรองรับทั้งการส่งออกและการใช้ภายในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง สร้างความพร้อมสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ และสนับสนุนการปรับตัวของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สันดาปภายในให้สามารถขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ได้
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Future Mobility Thailand 2025 ติดตามได้ที่ เว็บไซต์ www.futuremobilitythailand.com; เฟสบุ้ค Future Mobility Thailand